ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องประดับ จิวเวลรี่ ทอง เพชร เงิน  แหวนแต่งงาน ทุกชนิดรับซ่อมงานจิวเวลรี่ที่มีปัญหาทุกอย่างรวมทั้งให้คำปรึกษาเกี่ยวกับจิวเวลรี่ทุกประเภท
 
หน้าแรก สมาชิก ตะกร้าสินค้า วิธีชำระเงิน ติดต่อเรา เว็บบอร์ด
สมาชิก Log in
อีเมล์
รหัสผ่าน
สมัครสมาชิกใหม่
ลืมรหัสผ่าน
ค้นหาสินค้า
 
 
 
หมวดสินค้า
  คริสตรัล
  งานเป็นเซต
  จี้ทองคำขาวฝังเพชร
  กำไลทองคำฝังเพชร
  สร้อยสังวาลย์ฝังเพชร
  สร้อยคอทองคำฝังเพชร
  เข็มกลัดฝังเพชร+อัญมณี
  ล็อกเก็ตทองคำฝังเพชร
  กรอบพระฝังเพชร
  ต่างหูทองคำฝังเพชร+อัญมณี
  สร้อยข้อมือฝังเพชร
  สร้อยคอทองคำฝังเพชร+อัญมณี
  พลอยทุกชนิด
  แหวนทองคำขาวฝังเพชร
  แหวนหมั้น แหวนแต่งงาน
  จี้ทองคำฝังเพชร+อัญมณี
  กำไลทองคำฝังเพชร+อัญมณี
  จี้ทองคำฝังเพชร
  แหวนทองคำฝังเพชร+อัญมณี
  ต่างหูทองคำฝังเพชร
  แหวนทองคำฝังเพชร
ตะกร้าสินค้าของคุณ
รหัสสินค้า ราคา จำนวน
ยังไม่มีสินค้าอยู่ในตะกร้า
  • ชำระเงิน
  • แก้ไขรายการสินค้า
  • วิธีสั่งซื้อสินค้า
  •  

    คำอธิบายศัพท์เกี่ยวกับอัญมณี
    ไข่มุกอะบาโลน (Abalone pearls)
    ที่เกิดจากหอยที่มีรูปร่างคล้ายใบหูซึ่งเปลือกหอยด้านในหลายสี   พบได้ที่อเมริกา นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่น   ไข่มุกเหล่านี้มักมีรูปร่างคล้ายใบหูหรือฟันแบนๆ บางครั้งพบรูปร่างกลมรี
    ดูดกลืน (Absorb)
    การที่วัตถุได้รับพลังงานจากพลังงานที่แผ่ออกมาเป็นคลื่น (เช่น แสง)
    แถบการดูดกลืนแสง (Absorption spectrum)
    รูปแบบเส้นตรง แถบหรือช่องว่าง (การดูดกลืนคลื่นแสงที่มีระยะกว้างขนานกัน) เมื่อแสงส่องผ่านหรือสะท้อนกลับจากพลอยทำให้เกิดการกระจายแสงเป็นเงาสีของวัตถุ
    ความวาวแบบเพชร (Adamantine) พื้นผิวมีการสะท้อนแสงที่สูง
    แอดดูลาเรสเซนส์(Adularescence)    ลักษณะพิเศษของพลอยมูนสโตน โดยทั่วไปพลอยนี้มีเหลือบสีขาว แกมฟ้า หรือสีขาวขุ่น (schiller)
    อัลโลโครแมติค (Allochromatic) ธาตุทรานซิชันเป็นมลทินเข้าไปปะปนอยู่ในพลอยทำให้เกิดสี   (Allo  หมายถึง หลาย Chroma หมายถึง สี) 
    แหล่งตกตะกอน (Alluvium)  แหล่งที่สะสมตัวของเศษหินและดินที่ถูกพัดพามาโดยกระแสน้ำโดยแม่น้ำหรือลำธารสู่  พื้นที่น้ำท่วมถึงหรือหนองบึง      
    อะมอร์ฟัซ (Amorphous) อัญมณีที่มีการจัดเรียงอะตอมไม่เป็นระเบียบ และมีรูปร่างทางผลึกที่ไม่แน่นอน
    แอนไอโซทรอปิก (Anisotropic) เนื่องจากความแตกต่างของพันธะและโครงสร้างของอะตอม พลอยต่างชนิดจึงมีผลต่อแสงแตกต่างกันไป   ตามหลักการนี้คำว่า “แอนไอโซทรอปิก” หมายถึงในทิศทางที่แตกต่างกันจะมีคุณสมบัติแตกต่างกัน
    กฎของอาร์คีมีดีส (Archimedes principle) กล่าวว่า เมื่อจุ่มสสารใดลงในน้ำ น้ำหนักที่หายไปของสสารเท่ากับน้ำหนักของน้ำที่ถูกแทนที่โดยสสารนั้น
    พลอยเทียม (Artificial stones) พลอยที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้นโดยไม่มีพลอยธรรมชาติที่เป็นต้นแบบ เช่น  เพชรเลียนแบบ   สตรอนเทียมไททาเนต Y.A.G. เป็นต้น
    การปรับปรุงคุณภาพ (Artificial treatment)
    การเพิ่มคุณค่าให้วัตถุด้วยการเผา ย้อมสี   เคลือบสี ฉายรังสีหรือการใช้รังสีเลเซอร์
     
     
    พลอยปะ (Assembled gemstones) การนำชิ้นส่วนของพลอยธรรมชาติ พลอยสังเคราะห์ หรือพลอยเทียมมาปะรวมกันให้ได้พลอยปะที่มีลักษณะเป็นพลอยเดี่ยว
    สาแหรกหรือสตาร์ (Asterism or Star) เกิดจากแสงสะท้อนจากตำหนิเส้นเข็ม เส้นใยหรือช่องว่างแนวยาวที่ขนานตัวกันภายในพลอยมากกว่า 1 ทิศทาง โดยทั่วไปพบ 4 หรือ 6 แฉก ในพลอยเจียระไนแบบหลังเบี้ย
    อะเวนจูเรสเซนต์ (Aventurescence) การสะท้อนแสงของแร่ขนาดเล็ก จะเห็นเป็นเกล็ดระยิบระยับในพลอย เช่นแก้วอะเวนจูรีน  อะเวนจูรีน ควอทซ์     อะเวนจูรีน เฟลด์สปาร์ (พลอยซันสโตน) เป็นต้น
    แกนสมมาตร (Axis of symmetry) แกนสมมุติซึ่งผลึกสามารถหมุนได้โดยรอบ   โดยในขณะที่หมุนครบ 360  องศาจะทำให้เกิดลักษณะที่เหมือนกันมากกว่า 1 ครั้ง ในการหมุนผลึก 1 รอบนั้นอาจเห็นภาพหรือลักษณะเดียวกัน 2 ครั้ง (Digonal Axis หรือ 2 - Fold Axis), หรือ 3 ครั้ง (TrigonalAxis หรือ 3 -Fold Axis), หรือ 4 ครั้ง (Tetragonal Axis หรือ 4 – Fold Axis), หรือ 6 ครั้ง (Hexagonal Axis หรือ 6 – Fold Axis)
    ไข่มุกบาร็อค (Baroque pearls) ชื่อของไข่มุกธรรมชาติและไข่มุกเลี้ยง blister pearl หรือ cyst pearl ที่มีรูปร่างผิดปกติ
    หินบาซอลต์ (Basalt) หินอัคนีพุประกอบด้วยแร่เฟลด์สปาร์สีเข้มและแร่ไพรอกซีน (อาจจะไม่มีแร่โอลิวีนก็ได้) หินชนิดนี้มีอยู่หลายชนิด ความแตกต่างขึ้นอยู่กับความหยาบละเอียด รูปลักษณะและส่วนประกอบของแร่
    พลอยไบเอ็กเซิล  (Biaxial stones) สำหรับแร่ที่ตกผลึกในระบบออโธรอมบิก โมโนคลินิก และไทรคลินิก ช่องว่างระหว่างอะตอมไม่เท่ากันตลอดแกนผลึกทั้งสาม ทำให้แสงเดินทางด้วยความเร็วที่แตกต่างกันทั้ง 3 ทิศทาง ผลึกเหล่านี้แตกต่างจากผลึกยูนิเอ็กเซิล เพราะว่ามีทิศทางการหักเหเดี่ยวถึง 2 ทิศทาง (O.A.2 ทิศทาง)
    ไบเรฟฟรินเจนส์ (Birefringence) ผลต่างระหว่างค่าดัชนีหักเหสูงสุดและต่ำสุดของพลอยหักเหคู่ (สำหรับพลอยหักเหคู่เมื่อทำการอ่านค่าดัชนีหักเหได้ครบแล้ว ให้นำเอาค่าสูงสุดและต่ำสุดจากค่าทั้งหมดที่ได้มาลบกันเพื่อหาค่าผลต่าง)
    ไข่มุกบีวา (Biwa pearls) เป็นไข่มุกเลี้ยงน้ำจืดในญี่ปุ่นที่ไม่มีนิวเคลียส ซึ่งเกิดโดยการใส่ชิ้นเนื้อเยื่อแมนเทิลเข้าไปในตัวหอย (มักมีรูปร่างเป็นรูปไข่หรือบิดเบี้ยว)มีการเลี้ยงในบริเวณทะเลสาบบีวา
    รอยตำหนิภายนอก (Blemish)                 มลทินหรือตำหนิภายนอกที่อยู่บนพื้นผิวเพชรพลอย ซึ่งเกิดจากการเจียระไนหรือการสวมใส่ ตัวอย่างตำหนิที่พบมากที่สุดได้แก่ รอยขีดข่วน  จุดขาวๆ เล็กๆ  รอยขูด
    บริสเตอร์ เพิลส์ (Blister pearls) ไข่มุกที่เกิดติดกับเปลือกหอย   โดยเกิดจากสิ่งแปลกปลอม   (Irritant) เข้าไปติดอยู่ระหว่าง mantle และ shell ส่วนเปลือกหอย (shell) มีไว้เพื่อป้องกันตัวสัตว์และชั้นในที่เป็นเนเคอร์ ทำให้เกิด smooth cover เพื่อให้ส่วน mantle ที่อ่อนนุ่มทนได้ ถ้ามีอะไรหลงเข้าไป ก็จะเกิดการระคายเคืองและเอา necre มาล้อม และติดไว้กับตัวเปลือกหอย
    ประกาย (Brilliance) ปริมาณของแสงที่สะท้อนกลับจากภายในพลอยเข้าสู่ตา ประกายเป็นปัจจัยที่แสดงให้เห็นถึงความสว่างของพลอย
    ความเปราะ (Brittleness) ความอ่อนแอในพลอยที่ง่ายต่อการแตกออกหรือเกิดความเสียหาย ตัวอย่าง เช่น เพทาย ที่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพด้วยวิธีการเผา เป็นต้น
    ตาแมว (Chatoyancy or Cat’s eye) การสะท้อนแสงกลับของแสงจากการรวมของตำหนิภายในแบบเส้นใย เส้นเข็ม หรือโพรงขนานกัน  แถบแสงที่เกิดแถบแสงเดียวจะปรากฏที่ทิศทางที่ถูกต้องและเห็นได้ง่ายภายใต้แหล่งแสงเดียว พบในพลอยเจียระไนแบบหลังเบี้ย
    ศูนย์กลางสมมาตร (Center of symmetry) จุดกึ่งกลางของเส้นที่ลากต่อระหว่างหน้าผลึกซึ่งอยู่ตรงกันข้ามที่เหมือนและขนานกันทุกๆ ด้าน จุดศูนย์กลางสมมาตรในผลึกหนึ่งๆ จะมีได้อย่างมากเพียง 1 จุดเท่านั้น ผลึกบางผลึกอาจไม่มีจุดศูนย์กลางสมมาตรเลยก็ได้
    เชลซีฟิลเตอร์ (Chelsea color filter) เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ธาตุโครเมียมหรือโคบอลท์ในพลอยประกอบด้วยแผ่นเจลาตินสองแผ่นที่มีค่าความยาวคลื่นในช่วงสีแดงเข้ม (ใกล้ 690 นาโมมิเตอร์) และสีเหลือง-เขียว (ใกล้ 570 นาโมมิเตอร์)เท่านั้น ใช้สำหรับการตรวจสอบพลอยย้อมสีและการแยกพลอยบางชนิดออกจากพลอยเลียนแบบ
    โครโมฟอร์ (Chromophore) ตัวทำสี คือส่วนของโมเลกุลที่ทำให้แร่รัตนชาติมีสี อาจมีปะปนอยู่ในเนื้อรัตนชาติโดยเป็นองค์ประกอบทางเคมี เช่นธาตุเหล็กที่มีในแอลมันไดน์ การ์เนต (เกลือซิลิเกตของเหล็กกับอะลูมิเนียม) หรือเป็นมลทินที่เจือปนอยู่ เช่น โครเมียมในทับทิม (ในรูปของอะลูมิเนียมออกไซด์)
    ความสะอาด (Clarity) ปริมาณของตำหนิภายในที่มีอยู่ในพลอย รวมถึงตำหนิบริเวณพื้นผิวพลอยด้วยเมื่อทำการพิจารณาเรื่องระดับความสะอาดทั้งหมด
    แถบสี (Color bands) แถบสีที่เป็นเส้นขนานกันบนพื้นผิวพลอยหรืออยู่ภายในพลอย แสดงให้เห็นถึงร่องรอยการเจริญเติบโตเนื่องมาจากส่วนประกอบทางเคมี ของเหลว อุณหภูมิ ความดันและปัจจัยอื่นๆ มีความสมบูรณ์
    สีของพลอย (Color in gems) การเข้าใจเรื่ององค์ประกอบของการมองเห็นในแสงขาวที่สามารถแยก ออกได้ (สีแดง ส้ม  เหลือง  เขียว  น้ำเงิน  ม่วง) เหมือนกับสีม่วง (purple) ที่ไม่ถูกพบในสเปคตรัมของแสงอาทิตย์ สีสามารถอธิบายได้โดยฮิว ความอิ่มตัวและโทนสี   สีในพลอยเกิดจากการเลือกดูดกลืนคลื่นแสง โดยพลอยนั้นทำการดูดคลื่นแสงบางช่วงและยอมให้คลื่นแสงบางส่วนผ่านไป สีที่เห็นคือผลที่เกิดจากการสะท้อนและส่องผ่านของคลื่นแสง
    แถบสี (Color zoning) แถบสีหรือบริเวณหย่อมสีที่เกิดพร้อมๆ กับการเติบโตของผลึก Host Crystals โดยถูกการแทรกซึมของธาตุต่างๆ ทำให้ผลึกเกิดเป็นสีต่างๆ สีในผลึกอาจอ่อนหรือเข้มขึ้นอยู่กับจำนวนมากน้อยของการแทรกซึมของธาตุสี แถบสีในผลึกจะเป็นเส้นตรงไม่เป็นเส้นโค้ง
    ธาตุสี (Coloring elements) ธาตุทรานซิชันเป็นธาตุกลุ่มพิเศษที่ทำให้เกิดการเลือกดูดกลืน และการเลือกผ่านของแสงขาว จึงเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดสีในพลอย ได้แก่ ไททาเนียม วานาเดียม โครเมียม  แมงกานีส  ไอออน โคบอลท์ นิเกิล คอปเปอร์ที่อยู่ในพลอยอีดิโอโครแมติคและพลอยอัลโลโครแมติค
    คอมแพคท์ (Compact) กลุ่มของผลึกเดี่ยวที่รวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น เป็นผลทำให้ไม่แตกเป็นผลึกเดี่ยวได้โดยง่ายเมื่อถูกกระทบ เช่น หยกเจดไดท์ที่มีเส้นใยละเอียด เป็นต้น
    Composite gemstone ดู พลอยปะ
    ไข่มุกหอยสังข์ (Conch pearls) ไข่มุกสีชมพู ที่เกิดจากหอยสังข์ขนาดใหญ่  ซึ่งเป็นหอยฝาเดียว พบได้บริเวณชายฝั่งฟลอริดา อ่าวแคลิฟอร์เนียและเม็กซิโก โดยทั่วไป ไข่มุกประเภทนี้มีสีชมพู (ชมพูส้มหรือขาว) และไม่มีเนเคอร์
    รอยแตกแบบโค้งเว้า (Conchoidal) รอยแตกแบบโค้งเว้าจะคล้ายกับพื้นผิวของเปลือกหอยหรือรอยแตกของแก้วเหมือนกับวงแหวน รอยแตกแบบนี้พบในพลอยโปร่งใสทั่วๆ ไป
    กระบวนการแปรแบบสัมผัส (Contact metamorphic)
    การตกผลึกใหม่ของแร่ที่เคยมีอยู่ก่อนแล้วในหินที่อยู่ใกล้กับมวลแมกมา
     
     
    ผลึกแฝดแบบสัมผัส (Contact twin) ผลึกแฝดที่ถูกแบ่งโดยระนาบแฝด (Twin Plane)  ที่แน่นอนโดยแต่ละผลึก   จะมีความสัมพันธ์กัน  กล่าวคือหากผลึกใดผลึกหนึ่งถูกหมุนไปรอบแกนผลึกแฝด (Twin Axis) ครบ 180 องศา จะทำให้ผลึก 2 ผลึกกลายเป็นผลึกเดี่ยว
    มุมวิกฤติ (Critical angle) เป็นมุมตกกระทบที่ทำให้เกิดมุมหักเหโตเท่ากับ 90 องศา เมื่อแสงเดินทางจากตัวกลางที่มีความหนาแน่นทางแสงมากกว่าไปสู่ตัวกลางที่มีความหนาแน่นทางแสงน้อยกว่า แสงจะมีการหักเหออกจากเส้นปกติ 
    คริปโตคริสตัลลีน (Cryptocrystalline) แร่ซึ่งไม่แสดงรูปทรงเรขาคณิต    แต่มีโครงสร้างภายในของอะตอมที่เรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ ประกอบด้วยกลุ่มของผลึกเล็กละเอียดมากจนไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยกล้องไมโครสโคปแบบธรรมดา เช่น คาลซิโดนี (Chalcedony) เทอร์ควอยซ์ (Turquoise) เป็นต้น 
    ผลึก (Crystal) ของแข็งที่อะตอมภายในมีการเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบและมีรูปร่างภายนอกประกอบไปด้วยผิวหน้าที่เป็นระนาบเรียบ มีรูปทรงเรขาคณิต
    คริสตัลฟอร์ม (Crystal form) ประกอบด้วยกลุ่มของหน้าผลึกซึ่งมีความสัมพันธ์กับแกนผลึก   (Crystallographic Axis) ตัวอย่างเช่น ปิรามิด ปริซึม พีนาคอยด์ โดม เป็นต้น
    คริสตัล แฮบบิท (Crystal habit) รูปร่างทั่วไปของผลึก (รูปทรงและลักษณะของผิวหน้าผลึก)
    ตำหนิผลึก (Crystal inclusions) มีลักษณะแบบ 3 มิติ และเป็นเหลี่ยมเป็นมุม บางครั้งขอบผลึกอาจไม่เรียบเพราะมีการกัดกร่อน (ตำหนิผลึกมักจะเห็นได้ชัดเมื่อใช้แสงแบบฉากมืด)
    ความสมมาตรของผลึก (Crystal symmetry) โครงสร้างของอะตอมซึ่งมีรูปแบบที่ได้สมดุล กล่าวคือมีหน้าผลึกที่เหมือนๆ กัน   เช่นขอบมุม ซึ่งบอกได้ถึงการเรียงตัวภายในของผลึกที่เป็นระเบียบ
    สารตกผลึก (Crystalline) เป็นแร่ที่มีอิออน อะตอมหรือโมเลกุลเรียงรายกันเป็นระเบียบ
    แกนผลึก (Crystallographic axes) เส้นสมมติที่ตัดผ่านผลึกในทิศทางที่แน่นอนและสัมพันธ์กับสมมาตร  ของผลึก แกนผลึกเหล่านี้จะตัดกันที่จุดศูนย์กลางของผลึกซึ่งเรียกว่า จุดกำเนิด” (Origin)
    ไข่มุกเลี้ยง (Cultured pearls) Cyst pearl

    เกิดคล้ายกับมุกธรรมชาติ  แต่การสร้างไข่มุกโดยการใช้สิ่งแปลกปลอม เช่น ลูกปัด ได้มาจากเปลือกหอยน้ำจืด พลาสติกหรือเนื้อเยื่อแมนเทิล (mantle)ที่มาจากหอยตัวอื่นนำไปฝังภายในตัวหอย แล้วหอยก็จะขับเนเคอร์ (Necre) ออกมาเคลือบเม็ดลูกปัดให้เกิดความแวววาวในตัวไข่มุก ไข่มุกเกิดจากการที่มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปทำให้หอยเกิดการระคายเคือง แมนเทิลจะแบ่งเซลขยายตัวกลายเป็นถุงไข่มุก (Pearl sac) ห่อหุ้มสิ่งแปลกปลอมนั้น แล้วขับคอนไคโอลินและแคลเซียมคาร์บอเนตออกมา ทำให้เกิดไข่มุกที่เรียกว่า “Cyst pearl”

    ตำหนิรูปกิ่งไม้ (Dendritic inclusion) มีลักษณะคล้ายกิ่งไม้หรือต้นมอส เกิดจากการมีสารอื่นเข้าไปอยู่ตารอยแตก    โดยมากเป็นเหล็กออกไซด์
    กึ่งตกผลึก (Divitrify) ไม่เงาแบบแก้วและโปร่งแสง (ในกรณีที่เป็นแก้วเมตาเจดท์ ได้จาก   ช่วงแรกของการตกผลึก
    ไดโครสโคป (Dichroscope) เป็นเครื่องมือสำหรับตรวจเพลียวโครอิซึมของพลอย มีลักษณะเป็นหลอดโลหะปลายด้านหนึ่งใช้ดูใกล้กับตา ส่วนปลายอีกด้านหนึ่งอยู่ใกล้กับพลอย เมื่อมองผ่านเข้าไปจะเห็นช่องหน้าต่างแบ่งเป็น 2 ช่อง
    การหักเหกระจายของแสง (Diffraction) การกระเจิงของแสงเกิดขึ้นเมื่อแสงพยายามที่จะเดินทางผ่านระหว่างรูเล็กๆ   ระหว่างรูปทรงกลม เช่นการเล่นของสีในโอปอล เป็นต้น
    การกระจายแสง (Dispersion or Fire) การแตกออกของแสงขาวเป็นสีต่างๆ (สีแดง สีส้ม สีเหลือง สีเขียว สีน้ำเงินและสีม่วง) โดยการหักเหของแสงเหมือนอย่างที่แสงผ่านพื้นผิวที่แตกต่างกัน เมื่อแสงผ่านวัตถุซึ่งมีความสามารถในการกระจายแสง ความยาวคลื่นเฉพาะตัวของแต่ละสีจะถูกทำให้หักเหออก โดยจำนวนที่แตกต่างกันเหมือนอย่างตอนเข้าสู่วัตถุนั้น และออกจากวัตถุในมุมที่มากกว่า 90 องศากับพื้นผิว
    พลอยหักเหคู่  (Double refractive) Anisotropic แสดงถึงลักษณะทางแสง ตัวอย่างเช่น พลอยที่อยู่ในระบบเททราโกนอล เฮกแซกโกนอล ออโธรอมบิค โมโนคลินิคและไทรคลินิก เป็นต้น
    สเปคตรัมแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic spectrum) การแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าแบบเรียงตัวกันเป็นระเบียบ โดยเรียงตามความยาวคลื่น หรือความถี่
    ความสมมาตรของผลึก (Elements of symmetry) ความสมมาตรของผลึกเป็นพื้นฐานของการจัดแบ่งผลึกออกเป็น 7 ระบบ และใช้อธิบายรูปร่างต่างๆ ของผลึก แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ระนาบสมมาตร (Plane of Symmetry)  แกนสมมาตร (Axis of Symmetry) และศูนย์กลางสมมาตร (Center of Symmetry)
    แหล่งตะกอน (Elluvium) แหล่งที่สะสมตัวของเศษหินและดินที่ถูกพัดพามาโดยกระแสน้ำ แม่น้ำหรือลำธารสู่พื้นที่น้ำท่วมถึงหรือหนองบึง     
    แผ่รังสี (Emit) การปล่อยรังสี (เช่น แสง)
    เอ็นนันทิโอมอร์ฟิซึม (Enantiomorphism) โครงสร้างโมเลกุลของควอทซ์ซึ่งทำให้ผลึกควอทซ์เติบโตแบบเกลียวที่บิดไปทางซ้ายและทางขวา   (ข้อสังเกต: ตำแหน่งของหน้าผลึกเล็กๆที่เสริมบนก้อนผลึกจะช่วยทำให้ทราบว่าเป็นผลึกที่เติบโตแบบเกลียวที่บิดไปทางซ้ายหรือขวา)
    การเพิ่มคุณค่า (Enhancement) ดูการปรับปรุงคุณภาพ
    ตำหนิภายในที่เกิดภายหลังพลอย (Epigenetic inclusions) ตำหนิภายในที่เกิดหลังจากพลอยนั้นเกิดขึ้นแล้ว เช่น รอยแตกต่างๆ หรือตำหนิที่เป็นแร่อันเกิดจากการแยกตัวของของแข็งจากสารละลายของแข็ง เช่นแร่รูทิลที่เป็นตำหนิเส้นไหมในแร่คอรันดัม แต่ไม่รวมถึงการใส่น้ำมันหรือออพติคอนให้แทรกไปตามรอยแตก เช่นในมรกตและเพชร เป็นต้น
    ตำหนิเอ็กโซลูชั่น (xsolution inclusions)
    ดูเอ็กโซลว์
     
     
    เอ็กโซลว์  (Exsolved)              ตำหนิภายในที่เกิดจากการแยกตัวของของแข็งจากสารละลายของแข็งบางคู่ของแร่ที่อยู่รวมกันเป็นสารละลายของแข็งเมื่ออุณหภูมิสูงแต่ไม่เสถียรที่อุณหภูมิต่ำ เมื่ออุณหภูมิ ลดลงอย่างช้าๆ แร่หนึ่งจะถูกดันออกมาเมื่อโครงสร้างของแร่หลักหดตัวอันเป็นกระบวนการของแร่ที่พยายามกำจัดสิ่งที่เป็นมลทินให้หลุดออก
    ที่มืด (Extinction) เป็นการลอดออกของแสงที่ด้านหลังพลอยแทนที่จะกลับคืนเข้าสู่ตา ทำให้พลอยดูมืดและขาดประกาย เกิดจากการเจียระไนพลอยลึกเกินไป
    ชื่อเหลี่ยม (Facet names) พลอย ที่เจียระไนแบบเหลี่ยม มีส่วนบนเรียกว่า คราว์น (บริเวณที่อยู่หนือเกอร์เดิลขึ้นไปเทเบิลหรือเหลี่ยมหน้ากระดาน (เหลี่ยมที่อยู่ตรงกลางของคราว์น) เกอร์เดิลหรือเส้นคาดขอบพลอย (เส้นรอบรูปที่กว้างที่สุดของพลอย) พาวิลเลี่ยน (ส่วนล่างของพลอยที่อยู่ถัดจากเกอร์เดิลลงมา) คิวเล็ทหรือก้นพลอย (เหลี่ยมขนาดเล็กที่สุดอยู่ด้านล่างของพาวิลเลี่ยน) ขนาดของเหลี่ยมต่างๆ จะขึ้นอยู่กับรูปแบบการเจียระไน เช่นการเจียระไนแบบขั้นบันไดเหลี่ยมคิวเล็ทจะเป็นเส้นแทนที่จะเป็นจุด         
    รอยแยกแนวเรียบแบบปลอม (False cleavage)
    ดูที่พาร์ททิง
     
     
    แพขนนก (Feather inclusion) เป็นตำหนิรอยแตกภายในที่มีลักษณะม่านพริ้วบางๆ คล้ายขนนก
    เส้นใย (Fibrous) ใช้เรียกผลึกที่มีรูปร่างแบบเส้นใยเช่น แอสเบสทอส เนฟไฟรท์ เป็นต้น
    ตำหนิรอยนิ้วมือ (Fingerprint inclusions) ตำหนิของเหลวในพลอยคอรันดัมจะเห็นเหมือนรอยนิ้วมือหรือขนนก  (Fingerprint or Feather) ตำหนินี้เป็นรอยแตกที่สมานแล้ว ซึ่งภายในมีหยดของเหลวเล็กๆ ในพลอยคอรันดัมธรรมชาติ มักแป็นระนาบ ไม่เด่นและโปร่งใส
    ความเรียบร้อย (Finish) เป็นลักษณะที่แสดงถึงคุณภาพของการเจียระไน และประเมินจากความเงางาม ความสม่ำเสมอและความเรียบร้อยของเหลี่ยมเจียระไน
    การเรืองแสง (Fluorescence) เมื่อพลอยถูกกระตุ้นด้วยพลังงานจากการฉายรังสีที่มีพลังงานมากพอที่จะทำให้พลอยมีการเรืองแสงออกมาได้ แสงอุลตราไวโอเลท (Ultraviolet) เป็นรังสีปกติที่ใช้ในการกระตุ้นพลังงานสำหรับการเรืองแสง
    รอยแตก (Fracture) ผลึกมีความเปราะและอาจเกิดการแตกได้เนื่องจากความเค้น   หรือการกระแทก    และเป็นการแตกออกของพลอยโดยไม่มีทิศทางที่แน่นอน
    อัญมณี  (Gem) สิ่งมีค่าที่นำมาใช้ทำเครื่องประดับโดยผ่านการเจียระไนและชักเงา   (ยกเว้นไข่มุก) มีคุณสมบัติคือความสวยงาม คงทน และหายาก
    แก้ว (Glass) วัตถุที่เกิดจากการนำแร่ธาตุไปหลอมเหลวและทำให้เย็นตัวลงอย่างรวดเร็ว ทำ
    • Update : 24/11/2552
    • หน้าหลักข่าว
    © Copyright 2007 www.ploysouy.com All rights reserved